10 โรคร้ายเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

10 โรคร้ายที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

10 โรคร้ายที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคร้ายหรือภาวะสุขภาพที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจมีหลายอย่าง ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดโดยตรง 1. ความดันโลหิตสูง (Hypertension) ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจล้มเหลวและโรคหลอดเลือดสมอง 2. เบาหวาน (Diabetes) ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างเรื้อรังทำให้เกิดความเสียหายต่อหลอดเลือดแดงและหัวใจ 3. ไขมันในเลือดผิดปกติ (Dyslipidemia) ระดับคอเลสเตอรอล LDL (ไขมันเลว) สูง และระดับ HDL (ไขมันดี) ต่ำ เพิ่มความเสี่ยงของหลอดเลือดแดงแข็ง 4. โรคอ้วน (Obesity) น้ำหนักตัวเกินและไขมันสะสมในร่างกายทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น 5. โรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Disease) การตีบหรืออุดตันของหลอดเลือดหัวใจทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลง 6. โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease) ไตทำงานลดลงส่งผลต่อการควบคุมความดันโลหิตและเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ 7. ภาวะนอนกรนหรือหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep Apnea) ส่งผลต่อความดันโลหิตและทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น 8. โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์และโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง (Autoimmune Diseases) การอักเสบเรื้อรังในร่างกายเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ 9. การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป สารพิษในบุหรี่และแอลกอฮอล์เพิ่มโอกาสเกิดการตีบตันของหลอดเลือด 10. โรคซึมเศร้าหรือความเครียดเรื้อรัง…

ธนบุรี เสริมรัฐ_ปวดประจำเดือน เหมือนเจ็บหัวใจวาย_TSR

ปวดประจำเดือน เหมือนเจ็บหัวใจวาย ?

ปวดประจำเดือน เหมือนเจ็บหัวใจวาย ? เมื่อประจำเดือน ถูกเปรียบเทียบกับหัวใจวาย “ปวดท้องประจำเดือนเจ็บเท่ากับหัวใจวาย” เป็นคำพูดของ จอห์น กิลโบด์ (John Guilebaud) สูตินรีแพทย์จากมหาวิทยาลัยลอนดอน แต่การเปรียบเทียบนี้ไม่ใช่การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เป็นเพียงการอธิบายให้เข้าใจถึงความรุนแรงของความเจ็บปวดที่ผู้หญิงบางคนอาจต้องเผชิญในช่วงประจำเดือน ความแตกต่างระหว่างปวดท้องประจำเดือนกับหัวใจวาย หัวใจวาย : มีลักษณะความเจ็บปวดแบบ “จุกเสียด” หรือ “แน่นหน้าอก” อาจเจ็บปวดร้าวไปถึงแขนหรือกรามปวดประจำเดือน : มักเจ็บบริเวณช่องท้องหรือส่วนล่างของร่ายกาย บางกรณีอาจเจ็บปวดจนถึงขั้นขัดขวางการใช้ชีวิตประจำวันได้ ปวดท้องประจำเดือนแบบไหนที่อาจอันตราย ? หมั่นสังเกตลักษณะอาการประจำเดือนของเราว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า เดือนนี้มาช้า เร็วกว่าปกติ มามากหรือน้อยกว่าปกติ สิ่งเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนให้เราต้องระวังสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ปวดรุนแรงมากเกินไป หากมีความเจ็บปวดที่รุนแรงมากจนไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ หรือไม่สามารถลุกจากเตียงได้ ควรปรึกษาแพทย์ ปวดท้องนานกว่าปกติ เริ่มปวดท้องก่อนมีประจำเดือนหลายวัน หรือแม้กระทั่งหมดรอบเดือนแล้วยังรู้สึกปวดท้องอยู่ ปวดแบบแปลก ๆ เช่น ปวดมากขึ้นในแต่ละเดือน ปวดท้องร้าวไปที่หลัง หรือขา มีอาการผิดปกติอื่น ๆ เช่น เลือดออกมากผิดปกติ คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ร่วมกับปวดท้องประจำเดือน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อาจเป็นสัญญาณอันตรายที่เกี่ยวกับมดลูกหรืออวัยวะสืบพันธุ์ได้…

Heart disease or acid reflux

เช็กให้ชัวร์ เจ็บแน่นหน้าอกแบบนี้ “โรคหัวใจ” หรือ “กรดไหลย้อน”

เช็กให้ชัวร์! เจ็บแน่นหน้าอกแบบนี้ “โรคหัวใจ” หรือ “กรดไหลย้อน” อาการเจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก เป็นอาการเริ่มต้นของหลาย ๆ โรค อาจทำให้เกิดความสับสนใจ โดยเฉพาะ “โรคหัวใจ” และ “โรคกรดไหลย้อน” ซึ่งอาการของทั้ง 2 โรคนี้ มักเริ่มมาจากอาการเจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก และความไม่ชัวร์แบบนี้นี่เองที่อาจทำให้ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องตรงกับโรคที่เป็น ความเหมือนและต่างระหว่าง โรคหัวใจ กับ โรคกรดไหลย้อน อาการของกรดไหลย้อน และโรคหัวใจ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด บางครั้งอาจคล้ายกัน โดยเฉพาะเมื่อมีอาการเจ็บหน้าอก ทำให้แยกแยะได้ยากในบางกรณี อย่างไรก็ตาม ทั้งสองโรคก็ยังมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันอยู่ อาการที่เหมือนกัน เจ็บหรือแน่นหน้าอก – ทั้งกรดไหลย้อนและโรคหัวใจ สามารถทำให้รู้สึกเจ็บหรือแน่นหน้าอกได้ โดยเฉพาะบริเวณกลางอกหรือส่วนบนของท้อง รู้สึกแสบร้อนกลางอก – กรดไหลย้อนมักมีอาการแสบร้อนกลางอก แต่ผู้ป่วยโรคหัวใจบางรายอาจมีอาการลักษณะคล้ายนี้ได้ อาการอื่นร่วมกัน – ทั้งสองโรคอาจทำให้รู้สึกหายใจไม่สะดวก อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หรือรู้สึกไม่สบาย อาการที่ต่างกัน กรดไหลย้อน เจ็บหน้าอกเวลาหายใจลึก ๆ หรือไอ…

ธนบุรี เสริมรัฐ_ดูแลหัวใจฤดูหนาว_TSR

ดูแลหัวใจในฤดูหนาว​

ดูแลหัวใจในฤดูหนาว หนาวแค่ไหนก็ต้องดูแลหัวใจตัวเอง เคล็ดลับดูแลหัวใจในฤดูหนาว ฤดูหนาวอาจเป็นช่วงเวลาที่หลายคนรอคอย แต่ก็เป็นฤดูที่ควรให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพหัวใจด้วยเหมือนกัน เพราะอากาศเย็นสามารถสร้างผลกระทบต่อหัวใจของเราได้ มาดูกันว่าทำไมความหนาวถึงมีผลกับหัวใจ หลอดเลือดหดตัวจากความหนาว เมื่ออากาศเย็น หลอดเลือดของเราจะหดตัวลง เพื่อรักษาความร้อนและเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังอวัยวะสำคัญต่าง ๆ เช่น สมองและหัวใจ ซึ่งการหดตัวนี้ จะทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น เพราะความดันโลหิตอาจเพิ่มขึ้น ทำให้หัวใจของเราต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการสูบฉีดเลือด เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจเฉียบพลัน อุณหภูมิต่ำอาจทำให้เกิดการอักเสบและการจับตัวของเกล็ดเลือด และอาจนำไปสู่การอุดตันในหลอดเลือดได้ อีกทั้งเมื่ออากาศเย็นร่างกายจะปล่อยฮอร์โมน เช่น อะดรีนาลีน ซึ่งจะกระตุ้นให้หัวใจทำงานหนักขึ้นได้ ทำให้มีโอกาสในการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลับ หรือโรคหลอดเลือดสมองได้มากขึ้น ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยลง ต่อมไทรอยด์มีหน้าที่สร้างฮอร์โมนที่ทำให้ร่างกายเราอบอุ่น เมื่อไทรอยด์ทำงานน้อยลงก็จะทำให้ ความสามารถในการรักษาความอบอุ่นของร่างกายลดลง หัวใจจึงต้องทำงานหนักกว่าปกติเพื่อเพิ่มอุณหภูมิในร่างกาย ระวังเรื่องการดื่มแอลกอฮอล์ แม้ว่าจะทำให้เรารู้สึกอบอุ่น แต่ขณะเดียวกันร่างกายจะสูญเสียความร้อนเร็วขึ้นนั่นเอง หนาวแล้วอย่าลืมป้องกันสุขภาพตัวเองด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น สวมเสื้อผ้าให้อบอุ่น โดยเฉพาะบริเวณหน้าอกและศีรษะ รับประทานอาหารที่ช่วยเพิ่มความอบอุ่น ไม่ออกกำลังกายในที่เย็นจัด เพราะการออกกำลังกายแบบนี้อาจทำให้หัวใจทำงานหนักเกินไป หากมีอาการหนาวสั่นร่วมกับอาการเหล่านี้ อาจเป็นสัญญาณของอันตราย ควรรีบไปพบแพทย์ หายใจลำบาก หรือหายใจมีเสียง เจ็บหน้าอกโดยไม่มีสาเหตุ เหนื่อยล้ามากผิดปกติ การปรับตัวให้เหมาะสมและดูแลสุขภาพ จะช่วยให้หัวใจของเราแข็งแรง พร้อมที่จะมีความสุขได้ในทุกฤดูกาล หากใครมีวิธีดูแลหัวใจของคุณในหน้าหนาว

4 ห้องหัวใจทำหน้าที่ยังไงบ้าง

ทำความรู้จัก “หัวใจ” ตัวเองให้มากขึ้น

“หัวใจ” เป็นอวัยวะที่สำคัญในระบบไหลเวียนเลือด มีทั้งหมด 4 ห้อง ทำหน้าที่ร่วมกันในการสูบฉีดเลือดทั่วร่างกายและรับเลือดกลับมาฟอกที่ปอด

ธนบุรี เสริมรัฐ_เบาหวาน_TSR_Diabetes

เบาหวาน เบาใจ เมื่อความหวานมีผลต่อหัวใจ

เบาหวาน เบาใจ เมื่อความหวานมีผลต่อหัวใจ น้ำตาลกับหลอดเลือด ความสัมพันธ์ที่อันตราย หลอดเลือดก็เหมือนท่อส่งของที่ต้องทำงานอย่างไม่มีวันหยุด และหัวใจของเราสูบฉีดเลือดผ่านหลอดเลือดเหล่านั้น เมื่อใดก็ตามที่ท่อนี้อุดตัน หรือเกิดความเสียหายก็จะส่งผลต่อร่างกายของเราทั้งหมด และน้ำตาลในเลือดที่สูงคือปัจจัยหนึ่งที่สามารถทำลายหลอดเลือดของเราได้ แล้วทำไมโรคเบาหวานถึงเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ? ทำลายผนังหลอดเลือด ระดับน้ำตาลสูงจะทำให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพ แข็งตัวและทำให้เกิดการอักเสบในร่างกาย นอกจากนี้ยังทำให้การสะสมของไขมัน ลิ่มเลือด หรือเกิดแคลเซียมในผนังหลอดเลือด จนนำไปสู่การตีบแคบ หรืออุดตันของหลอดเลือดนั่นเอง ความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยเบาหวานมักมีปัญหาความดันโลหิตสูงร่วมด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้หัวใจและหลอดเลือดของเราทำงานหนักมากยิ่งขึ้น ความดันโลหิตสูงและมีหลอดเลือดที่ตีบแคบจะเพิ่มโอกาสที่ทำให้เกิดโรคหัวใจวายได้มากยิ่งขึ้น เกิดการอักเสบในร่างกายเพิ่มขึ้น นอกจากหลอดเลือดของเราจะอักเสบแล้ว ผู้ป่วยเบาหวานมักมีอาการอักเสบเรื้อรังในร่างกายส่วนอื่น ๆ อีกด้วย อาการของผู้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง หิวบ่อย กินจุกจิก คอแห้ง กระหายน้ำมากขึ้น ปัสสาวะบ่อยครั้งจนรบกวนการใช้ชีวิต เช่น ปัสสาวะกลางดึก เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย น้ำหนักลดหรือเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ เมื่อมีแผลจะหายยากกว่าปกติ สายตาพร่ามัว ชาปลายมือปลายเท้า โรคเบาหานเป็นปัญหาสุขภาพที่พบเจอได้มากในปัจจุบัน และยังเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดโรคอันตรายอื่น ๆ มากมายเช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดในสมอง ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างไร ? ทานผักเป็นอันดับแรก ก่อนมื้ออาหาร เพราะผักช่วยชะลอการย่อยและดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด…

ธนบุรี เสริมรัฐ_รักตัวเอง

รักตัวเองไม่ยาก ความรักดี ๆ ที่คุณทำได้

รักตัวเองไม่ยาก ความรักดี ๆ ที่คุณทำได้ สัญญาณที่บอกว่าคุณกำลังรักตัวเอง การรักตัวเองคือ การยอมรับในสิ่งที่เราเป็น ไม่ว่าจะมีข้อผิดพลาดแค่ไหนก็ตาม สามารถให้กำลังใจตัวเองได้ ไม่ซ้ำเติมตัวเอง ดูแลตัวเองและพัฒนาตัวเองขึ้นในทุก ๆ วัน มาดูกันว่าแบบไหนถึงเรียกว่าเรากำลังรักตัวเองอยู่ ใส่ใจสุขภาพร่างกาย ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่ดี รวมถึงการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดูแลสุขภาพจิตใจ ทำกิจกรรมที่ช่วยให้เราผ่อนคลาย เพื่อสุขภาพจิตที่ดี ไม่ว่าจะเป็นงานอดิเรกที่เราชอบ หรือการทำสมาธิให้จิตใจสงบ ปลอดโปร่ง ใจดีกับตัวเอง เปลี่ยนคำพูดในใจให้เป็นบวก เช่น เมื่อทำผิดพลาดแทนที่จะตำหนิตัวเอง ให้บอกกับตัวเองว่า “ไม่เป็นไรนะ ครั้งหน้าฉันจะทำให้ดีขึ้น” เข้าใจและยอมรับความเป็นตัวเอง ยอมรับทั้งข้อดีและข้อเสีย ให้อภัยตัวเองเมื่อทำผิดพลาด ทำความเข้าใจว่าทุกคนมีจุดแข็งและจุดอ่อน เราไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบตลอดเวลา ตั้งขอบเขตและรู้จักปฏิเสธเมื่อจำเป็น กล้ารับมือกับสิ่งที่ทำให้เราเครียดหรืออึดอัดใจ กล้าที่จะปฏิเสธสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดีโดยไม่รู้สึกผิด ในบางครั้งการปฏิเสธไม่ได้หมายความว่าเราไม่แคร์คนอื่น แต่แสดงว่าเรากำลังให้ความสำคัญกับความรู้สึกของตัวเองด้วย มีเวลาและพื้นที่ส่วนตัว กล้าที่จะให้เวลากับตัวเองในการพักผ่อน หรือทำสิ่งที่เราชอบโดยไม่รู้สึกผิด และไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องทำงานหนักจนเกินไป หยุดเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น เราทุกคนมีเส้นทางชีวิตของตัวเอง เปิดใจให้กับความรู้สึกพอใจกับสิ่งที่เราเป็น อย่าปล่อยให้ชีวิตของคนอื่นมาด้อยคุณค่าของตัวเราเอง อย่าปล่อยให้ความผิดพลาดในอดีตมาทำลายปัจจุบัน ทุกคนล้วนเคยผิดพลาด เพียงแค่เรียนรู้อยู่กับปัจจุบัน และก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ ขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น หากเรากำลังเจอกับปัญหาที่เกินจะรับมือ…

ธนบุรี เสริมรัฐ_ดาร์กช็อกโกแลต

Dark Chocolate ความอร่อยที่มาพร้อมกับสุขภาพ

Dark Chocolate ความอร่อยที่มาพร้อมกับสุขภาพ ดาร์กช็อกโกแลต (Drak Chocolate) ดีกับเราอย่างไร ดาร์กช็อกโกแลต คือช็อกโกแลตชนิดหนึ่งที่มีความเข้มข้น ไม่ใช่แค่มีเพียงความอร่อย แต่ยังมีสารอาหารที่สำคัญ ที่อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจได้อีกด้วย แล้วทำไม Dark Chocolate ถึงดีต่อหัวใจ ? มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง (Flavonoids) ในดาร์กช็อกโกแลตมีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระที่พบในพืชตระกูลโกโก้ ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบในร่างกาย ทำให้การทำงานของหลอดเลือดดีขึ้น ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการเกิดภาวะหลอดเลือดอุดตัน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะหัวใจขาดเลือด ช่วยลดความดันโลหิต การบริโภคดาร์กช็อกโกแลตในปริมาณที่เหมาะสมอาจช่วยลดความดันโลหิตได้ การไหลเวียนเลือดดีขึ้นเมื่อหลอดเลือดขยายตัว ส่งผลให้หัวใจทำงานอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น งานวิจัยหลายชิ้นยังพบว่าฟลาโวนอยด์ในดาร์กช็อกโกแลตช่วยปรับปรุงการทำงานของเส้นเลือด ทำให้ความดันโลหิตลดลงเล็กน้อย ซึ่งดีต่อผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูง ส่งเสริมสุขภาพหัวใจโดยรวม การทานดาร์กช็อกโกแลตที่ยังช่วยเพิ่มระดับ HDL (คอเลสเตอรอลชนิดดี) และลดระดับ LDL (คอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี) ในร่างกาย ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการป้องกันการสะสมของไขมันในหลอดเลือดและลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ วิธีง่าย ๆ ในการเพิ่ม Dark Chocolate ในชีวิตประจำวัน เป็นของว่างในช่วงบ่าย ดาร์กช็อกโกแลตหนึ่งหรือสองชิ้นหลังอาหารกลางวันเป็นของว่างที่ช่วยเพิ่มพลังงานและดีต่อสุขภาพหัวใจ ใส่ในเมนูของหวานเพื่อสุขภาพ ลองใส่ดาร์กช็อกโกแลตในโยเกิร์ต หรือทำเป็นสมูทตี้ใส่กล้วยและผลเบอร์รี่ จะช่วยเพิ่มรสชาติและสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพิ่มในอาหารเช้า โรยดาร์กช็อกโกแลตขูดบนข้าวโอ๊ตหรือกราโนล่า…

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับภาวะหัวใจล้มเหลว

7 ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับภาวะหัวใจล้มเหลว

7 ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับภาวะหัวใจล้มเหลว ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) เป็นภาวะที่เกิดจากการที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการของร่างกาย ทำให้การไหลเวียนของเลือดไปยังอวัยวะและเนื้อเยื่อต่าง ๆ ลดลง โรคนี้เกิดจากการเสื่อมสภาพของกล้ามเนื้อหัวใจที่ทำงานได้ไม่ดี ส่งผลให้ร่างกายมีการสะสมของของเหลวในอวัยวะต่าง ๆ และทำให้เกิดอาการที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต อาการของภาวะหัวใจล้มเหลว หายใจลำบาก โดยเฉพาะในขณะนอนราบหรือออกแรง อาจรู้สึกหายใจไม่อิ่มหรือหายใจถี่ อ่อนเพลีย และหมดแรงง่าย เกิดจากการที่หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้เพียงพอ บวม ที่เท้า ข้อเท้า ขา หรือหน้าท้อง เกิดจากการสะสมน้ำที่เกิดจากการคั่งของเลือด น้ำหนักเพิ่มขึ้นรวดเร็ว เนื่องจากการคั่งของน้ำในร่างกาย ไอเรื้อรัง หรือมีเสมหะขาวหรือชมพูอันเนื่องมาจากการคั่งของน้ำในปอด และนี่คือความเชื่อที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับภาวะหัวใจล้มเหลว ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยหรือคนรอบข้างเข้าใจผิด และไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม  7 ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับภาวะหัวใจล้มเหลว ภาวะหัวใจล้มเหลวคือภาวะที่หัวใจหยุดทำงาน ความจริง : ภาวะหัวใจล้มเหลวไม่ใช่การที่หัวใจหยุดเต้น แต่หมายถึงการที่หัวใจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพในการสูบฉีดเลือด ทำให้ร่างกายได้รับเลือดและออกซิเจนไม่เพียงพอ ภาวะหัวใจล้มเหลวเกิดขึ้นทันทีและเป็นอาการเฉียบพลันเสมอความจริง : ภาวะหัวใจล้มเหลวมักเป็นภาวะเรื้อรังที่เกิดขึ้นทีละน้อยและค่อย ๆ แย่ลง บางคนอาจมีอาการเรื้อรังมานานแต่ไม่รู้ตัว แต่อาจมีบางกรณีที่ภาวะหัวใจล้มเหลวสามารถเกิดขึ้นฉับพลันได้ เช่น จากการติดเชื้อหรือภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน…